ดองข้ามปีไม่มีใครมาอัพ เราเลยขออัพเกรียนนนน อิอิ ^^"
เอามาจากฟอร์เวิร์ดเมลล์
ลองอ่านดูนะ เราว่ามันดีมาก ๆ เลยอ่า
มันเป็นเรื่องของค่านิยมในสังคมไทยด้วยล่ะมั้ง
ถ้าใครเคยอ่านแล้วก็อ่านอีกรอบก็ได้นะ
=_+-=_-=+_=+_-=_+=_+-=_-=+_=+_-=_+=_+-=_-=+_=+_-=_+=_+-=_-=+
หนึ่งปีที่ไม่เท่ากัน
>
> รายงานโดย : หนูดี – วนิษา เรซ: วันอังคารที่
18 สิงหาคม พ.ศ. 2552
>
>
> เวลาหนึ่งปีมีค่าไม่เท่ากันสำหรับคนสองคน ไม่เท่ากันสำหรับคนสามคน
> และไม่เท่า
> กันสำหรับคนสิบคน
> แม้เวลาในปฏิทินจะเท่ากันก็ตาม
>
>
> ตอนอายุสิบแปด
> หนูดีเคยได้รับสิทธิพิเศษที่เด็กไทยน้อยคนจะได้รับในวันที่เรียน
>
จบชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็ก
> อเมริกันหรืออังกฤษได้รับกันเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นคือ
>
> คำอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวหรือเรียนอะไรก็ได้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม
>
โดยยังไม่
> ต้องตรงดิ่งเข้า
> มหาวิทยาลัยในทันทีเหมือนเพื่อนๆ
ที่จบพร้อมกัน
>
>
> แนวคิดนี้เด็กฝรั่งเรียกกันว่า “Gap Year” หรือ
“หนึ่งปีระหว่าง”
> ที่พวกเขา
> มักออกเดินทางท่องโลก
> หรือไปลองทำงานในสาขาที่กำลังคิดจะเรียนต่อด้านนั้น
> หรือไปทำงานอาสาสมัครใน
> ประเทศโลกที่สาม
> โดยเด็กๆ
และพ่อแม่หวังว่า
> ภายในเวลาหนึ่งปีที่ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยระบบการ
> ศึกษา พวกเขาจะรู้จักตัว
> เองมากขึ้น
> รู้จักโลกมากขึ้นและกลับมาตัดสินใจเลือกเรียนได้ในสาขาที่เหมาะกับ
>
ตัวเองที่สุด
>
> หลายครั้งพวกเขาพบว่า วิชาที่เคยคิดว่าอยากเรียน เอาเข้าจริงๆ
> ก็ไม่ได้อยาก
> เรียนขนาดนั้น
ที่เคย
> คิดว่าชอบ เอาเข้าจริงๆ
ก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น
> แถมพอเปิดหูเปิดตาเปิดโลกก็มอง
> เห็นโอกาสใหม่ๆ
> อาชีพใหม่ๆ
ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้เจอคนจากที่ต่างๆ
> ที่ให้คำแนะนำต่อชีวิต
> ที่เป็นประโยชน์ต่อมาอีก
> ในระยะยาว
>
> หนูดีได้พบเพื่อนฝรั่งหลายคนที่ใช้ “Gap Year” เสียคุ้มเกินคุ้ม
> บางคนไปทำงาน
> อาสาสมัครในเม็กซิโก
> แล้วกลับมาตัดสินใจสมัครเรียนหมอเพื่อกลับไปช่วยคนประเทศนั้น
> บางคนตัดสินใจ
> เรียนกฎหมายเพื่อไป
> ช่วยคนที่ถูกเอาเปรียบ
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเป็นทนายมาก่อน
> บางคน
> เรียนด้านความสัมพันธ์
>
ระหว่างประเทศ เพราะติดใจการเดินทางเข้าเสียแล้ว
>
ชีวิตหลายคนเปลี่ยนไปในทางที่
> ดีหลังหนึ่งปี
> ระหว่าง
>
>
> นับว่าแม่ของหนูดีกล้ามากที่อนุญาตแบบนั้นในตอนนั้น
> เพราะแม่ไม่บังคับอะไรเลย
> บอกให้หนูดี
“เต็มที่”
> กับการเดินทางของชีวิตบทใหม่ในครั้งนี้ ส่วนเพื่อนๆ
> แม่ก็ดูไม่ค่อยมีใครเห็น
> ด้วยกับ
“วิธีเลี้ยงลูก” แบบ
>
นั้น เพราะแทบทุกคนลงความเห็นว่า
มันเป็นการเสียเวลาอย่างยิ่งไปเปล่าๆ
> หนึ่งปี
> โดยไม่ได้อะไรขึ้น
>
มาเลย
>
> แต่จริงหรือ
>
>
> ปีนั้นเป็นปีที่หนูดีลืมไม่ลงและมีผลกับการตัดสินใจของหนูดีตลอดมาอีกทั้ง
>
ชีวิต
> ทำให้หนูดีเลือกเรียนในสิ่งที่
> เหมาะกับตัวเองที่สุดมาเรื่อยๆ
>
> ทำให้หนูดีเห็นโลกกว้างและเข้าใจ “โลกแห่งความเป็นจริง”
> ที่ชีวิตไม่ใช่แค่การ
> ทำการบ้านไปส่งครู
> หรือเห็นการทะเลาะกับเพื่อนรักเป็น
>
> เรื่องใหญ่ที่สุดในโลกอีกแล้ว หนูดีใช้เวลานั้นไปเรียนละคร
เรียนร้องเพลง
> ไปทำ
> งานอาสาสมัคร และ
> ไปฝึกงานแบบจริงจัง
>
>
> หนึ่งในงานที่หนูดีได้ลองทำคือ การฝึกงานในโรงแรมห้าดาวโรงแรมหนึ่ง
> ซึ่งหนูดี
> ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่
> ขัดห้องน้ำไปจนถึงเช็ดรองเท้าให้แขก
>
> นี่เป็นคำแนะนำจากคุณแม่ค่ะ
เพราะอยากให้ลูกสาวได้ลำบากเสียบ้าง
> และก็ได้ลำบาก
> สมใจ แต่แถม
>
ความสนุกมาอีกเป็นกระบุง
>
> เพราะการได้ฝึกงานแผนกต่างๆ
ตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงห้องทำดอกไม้
> ทำให้หนูดีได้
> เห็นวิธีคิดของคนที่
> ต้องทำงานบริการให้ออกมา
>
> สมบูรณ์แบบทุกวินาที พลาดไม่ได้เพราะแขกจ่ายแพงมากก็หวังมาก
> เห็นกับตาถึงความ
> เหนื่อยยากของคน
> ที่อยู่ฟากของการให้บริการ
>
> จนกลายเป็นนิสัยติดตัวมาทุกวันนี้ว่า
หนูดีมักจะให้ทิปเยอะไว้เสมอ
>
>
> หนแรกที่ได้ทิปมาหนึ่งร้อยบาทนั้นน้ำตาแทบร่วง
> เพราะการรับใช้มันช่างเหนื่อย
> เหลือเกินค่ะ
และพอมีคน
> เห็นค่าเราก็หวั่นไหวได้ง่ายๆ
>
> ตอนแรกที่แม่ขอให้ฝึกงานนี้หนูดีก็ไม่เข้าใจ
แต่พอได้ไปทำก็ซึ้งเลยว่า
> แม่อยาก
>
สอนอะไร จากเด็กที่มีแม่
> บ้านมาทั้งชีวิต พอต้องกลายเป็น
>
> “แม่บ้าน” เองก็ได้เหนื่อยสมใจแม่
>
>
> ที่ขำก็คือ วันหนึ่งหนูดีขัดห้องน้ำใกล้กับล็อบบี้
> ก็มีแขกผู้หญิงเดินเข้ามา
> หน้าคุ้นๆ
ที่แท้คือ เพื่อนของคุณแม่
> คุณน้าดูท่าทางงงมากถามว่า
>
> “หนูดี
หนูมาทำอะไรลูก”
>
> พอรู้หน้าที่ก็ขำใหญ่และยังเป็นเรื่องที่ขำกันได้จนทุกวันนี้
> แม้เวลาผ่านมา
> ประมาณสิบปีแล้ว
>
> ชีวิตช่วงนั้นทำให้หนูดีเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหัวใจของคนที่ทำงานให้หนูดี
>
ทุกคน
> ส่งผลให้หนูดีไม่เคยขึ้น
> เสียงใส่พนักงานแม้แต่คนเดียว
>
> ไหว้แม่บ้านและคนขับรถทุกคนก่อน
> และคิดด้วยหัวใจถึงเขาและครอบครัวในทุกครั้ง
> ที่ถึงช่วงขึ้นเงินเดือน
> ประจำปี
ไม่ได้ชั่งน้ำหนักแค่
>
> คำว่า “ธุรกิจ” เสมอไป จริงๆ แล้ว
> เทรนด์ที่พูดถึงคุณธรรมในการทำธุรกิจไม่ได้
> ใหม่ในความรู้สึกหนูดี
> เลย
เพราะถ้าเจ้าของกิจการ
>
> ได้ลองพลิกบทบาทไปอยู่อีกฝั่งบ้าง คำว่า “ความยุติธรรม”
> จะผุดขึ้นมาในใจเองโดย
> ไม่ต้องเข้าเรียน
> คลาส “Business
Ethics” ที่ฮิตกันนักหนาตอนนี้เลย
> และถ้าไม่เคยต้องยืนอยู่ใน
> จุดนั้นด้วยตัวเอง
> หนูดีคงเข้าใจชีวิตผิวเผินกว่านี้อีกมาก
>
>
>
หนึ่งปีตรงนั้น
> ไปกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ของหนูดีเข้าอย่างจังอีกด้วย
>
เพราะจากที่มีคนบอกว่า
> ต้องทำอย่างนั้น
ต้องทำอย่างนี้ การบ้านต้องส่งเวลานี้
> รายงานต้องทำหัวข้อนี้
> กลายเป็นว่าโลกนี้เปิด
> กว้างและไม่มีใครกำหนดอะไรอีกแล้ว จริงๆ แล้ว
> เวลาไม่มีใครมาบอกว่าเราควรทำ
> อะไรเป็นเวลาที่
> น่ากลัวที่สุด
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ท้าทายที่สุดเช่นกันนะคะ
>
>
>
หนูดีเริ่มคิดโปรเจกต์ใหม่ๆ เริ่มวางแผนชีวิต
> เริ่มนั่งลงดูชีวิตตัวเองอย่าง
> จริงจังก็ปีนั้น และที่ดีที่สุดก็คือ
> หนูดีเปลี่ยนสาขาที่คิดจะเรียนปริญญาตรีจริงๆ เสียด้วย ทั้งๆ
> ที่ไม่คิดเลยว่า
> จะเปลี่ยน
ดังนั้นแทนที่จะ
> รีบๆ เรียนให้จบๆ
ไปสี่ปีแล้วต้องเสียเวลาไปฟรีๆ
> สี่ปีในชีวิตเพราะไปเรียนด้าน
> ที่ไม่ชอบอย่างแท้จริง
> กลายเป็นว่าหนูดีได้รู้ใจตัวเองในนาทีที่เดินเข้ามหาวิทยาลัยเลย
>
หนึ่งปีที่ใช้
> ไปจึงแสนคุ้มค่า
เวลาผ่าน
> ไปรวดเร็ว
>
>
>
และของแถมที่ได้มาก็คือ “ความเป็นผู้ใหญ่”
> ที่ตัดสินใจเป็นตั้งแต่เป็นเด็กปี
> หนึ่ง
เพราะหนึ่งปีนั้นคุณแม่ขอ
> ร้องให้ไปเรียนผสมเหล้าและชิมไวน์
วิชาที่ปกติลูกผู้หญิงคงไม่ได้เรียนกัน
> เท่าไร
แต่คำอธิบายของแม่ก็
> คือ
ลูกสาวต้องรู้จักเหล้าจะได้ดูแลตัวเองเป็น
> เพราะบ้านเราไม่มีใครดื่มเหล้า
> กันเลย
จากเด็กที่ไม่
> หยิบเหล้ากลายเป็นรู้จักและผสมเป็นทุกอย่าง
> รู้อีกด้วยว่าดื่มอย่างไรถึงไม่เมา
> เหล้าอะไรมีไว้มอมผู้
> หญิง
(แน่นอนค่ะ
> ครูของหนูดีซึ่งเป็นผู้ชายใจดีวัยกลางคนรีบสอนเรื่องนี้กับนัก
>
เรียนสาวๆ เป็นอย่างแรก
> ด้วยความเป็นห่วงพวกเรา) หนูดีรู้ราคาต้นทุนของเหล้าทุกแก้ว
> ทำให้ยิ่งไม่อยาก
> ดื่มเข้าไปใหญ่ และพอ
> ไปเรียนต่อต่างประเทศเลยได้วิชาที่แม่ให้ไปเรียนเล่นๆ เพื่อให้รู้
> มาหารายได้
> พิเศษเสียเลยด้วยการ
> เป็นบาร์เทนเดอร์และพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไทย
> ทำให้ชีวิตมหาวิทยาลัยต่าง
> แดนกลายเป็นเรื่อง
> แสนสนุก ได้เพื่อนใหม่ๆ
ในร้านอาหารไทยที่ยังคบกันจนทุกวันนี้
> แถมได้เงินพิเศษ
> ขนาดบางเดือนจ่ายค่า
> เช่าบ้านได้เลยค่ะ
>
>
> น่าเสียดาย หลายครั้งที่หนูดีเห็นพ่อแม่ไทยรีบบังคับให้ลูกๆ
> รีบเรียนให้จบ พอ
> จบปริญญาตรีก็ให้รีบต่อ
> ปริญญาโท
จบแล้วให้รีบทำงาน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นโลกกว้างเท่าไรเลย
> ทำงานไม่
> เท่าไรก็รีบแต่งงาน
>
มีลูกกันเสียแล้ว แล้วคราวนี้พอมีลูก ก็ยาวแล้วค่ะ
เพราะการมีลูกคือ
> งานที่มี
> อายุประมาณยี่สิบปีอย่างต่ำ
> ลาออกไม่ได้เสียด้วย หนูดีคิดว่า
> หนูดีอยากเห็นเด็กไทยมีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษ
> ของการใช้ “หนึ่งปี
> ระหว่าง” เพื่อปรับเข็มทิศ เช็กมุมมองชีวิต
> ทำความรู้จักโลกที่กว้างกว่าบ้าน
> กับห้องเรียน โดยไม่ต้อง
> รู้สึกผิด
ว่าเขาโยนเวลาทิ้งไปเปล่าๆ หนึ่งปีดูบ้าง ทั้งๆ
> ที่ความจริงการรีบ
> ร้อนวิ่งเข้ามหาวิทยาลัยโดย
> ไม่รู้จักตัวเองอาจทำให้เขาโยนเวลาทิ้งไปเปล่าๆ
> สี่ปีเหมือนกับเสียน้อยเสียยาก
> เสียมากเสียง่าย
>
> หนึ่งปีนั้นยังส่งผลให้หนูดีเป็นมิตรกับการเดินทางเรียนรู้รอบโลกมาจนทุกวันนี้
>
ทำให้หนูดีเห็นโลกนี้เป็น
> เหมือนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ห้องใหญ่ที่ค้นคว้าอย่างไรก็ไม่จบสิ้น
> ตื่นเต้น
> ได้ทุกๆ วัน
หนึ่งปีของแต่
> ละคนไม่เท่ากันจริงๆ ค่ะ
แล้วหนึ่งปีของคุณผู้อ่านมีความยาวเท่าไหนคะ.
=_+-=_-=+_=+_-=_+=_+-=_-=+_=+_-=_+=_+-=_-=+_=+_-=_+=_+-=_-=+
เมื่อวันจันทร์แก้วมาเยี่ยมนิกาน อนุช เรา(ปิ่น) ที่คณะ
โมจิไอติมอร่อยอ้าาาา น่าร้าาากกกกกกก อยากไปกินอีกอ่าแก้ววววว
แอบสมัครทวิตเตอร์แล้วอ่ะ เอาไว้ตามนักร้องในนิโก้ 555+
เพื่อน ๆ ใครเล่นทวิตเตอร์บ้างบอกด้วยน้าาาา จะได้ไปแอดดดด >w<
จุ๊บบบ ๆ ๆ ๆ จ้า (ติดคำนี้มาจากพิงกี้)
edit @ 25 Nov 2009 19:55:20 by LaOsS